Dollar General ขยายสินค้าราคา 1 ดอลลาร์ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
ร้านค้าปลีกลดราคาชื่อดังอย่าง Dollar General ประกาศเดินหน้าเพิ่มจำนวนสินค้าที่ราคา 1 ดอลลาร์ขึ้นอีก 40% ตั้งเป้าครึ่งหลังของปี 2026 เพื่อรองรับความต้องการสินค้าราคาประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นจากผู้บริโภค
ข้อมูลเมื่อไตรมาสที่ 2 ปี 2026 เผยว่า สินค้าในชุด "Value Valley" ที่ตั้งราคาที่ 1 ดอลลาร์ มีจำนวนสินค้ากว่า 600 รายการ และยอดขายเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของร้านที่ราคาอื่นอยู่ที่ 3.5% โดย Emily Taylor ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเปิดเผยว่า ปัจจุบัน Dollar General มีสินค้าราคาหนึ่งดอลลาร์ในสต็อกราว 2,000 รายการ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนสินค้าต่อเนื่องในอนาคต
ด้าน CEO Todd Vasos กล่าวในระหว่างการประชุมผลประกอบการว่ายังมีแผนขยายสินค้าราคา 1 ดอลลาร์ในปี 2027 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มองหาสินค้าคุ้มค่า พร้อมปรับปรุงประสบการณ์ช็อปปิงให้ดียิ่งขึ้น
กลยุทธ์ราคาผสมผสานสไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ต
ในช่วงที่ผ่านมา Dollar General ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ราคาโดยไม่ได้จำกัดตัวเองไว้ที่ร้านดอลลาร์แบบดั้งเดิม เหมือนกับคู่แข่งอย่าง Dollar Tree ที่เลือกขึ้นราคา แต่ Dollar General เลือกใช้กลยุทธ์ของซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยการนำเสนอสินค้าพื้นฐานที่มีราคาถูกจำนวนมาก เช่น อาหารและสินค้าที่ใช้หมดเร็ว เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน
Arielle Feger นักวิเคราะห์ตลาดระบุว่า เทคนิคดังกล่าวเปรียบเสมือนการขายไข่และนมที่ราคาต่ำในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเพิ่มปริมาณการขายและลูกค้าในภาพรวม เธอชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่ต้นปี 2026 Dollar General เริ่มติดตั้งตู้แช่แยกสินค้าราคา 1 ดอลลาร์สำหรับอาหารแช่แข็ง ต่างจาก Dollar Tree ที่เน้นสินค้าประเภทของใช้ในบ้านและของเล่นซึ่งไม่ใช่ของจำเป็นเป็นหลัก
ผลจากพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะเศรษฐกิจ
Todd Vasos ระบุว่ากลุ่มลูกค้าหลักของ Dollar General ยังคงเป็นชาวชั้นกลางที่มีงานทำมั่นคง แต่ด้วยปัจจัยเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การใช้จ่ายในแต่ละครั้งจึงถูกจำกัด ลูกค้าจึงหันไปซื้อสินค้าบ่อยครั้งในปริมาณน้อยลง การเพิ่มสินค้าราคาหนึ่งดอลลาร์จึงสอดคล้องกับนิสัยการใช้จ่ายแบบประหยัดและกระจายของลูกค้าเหล่านี้
นักวิเคราะห์มองว่า การขยายสินค้าในราคานี้ช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่า และยังอาจดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ สร้างนิสัยการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในขณะที่ Feger ย้ำว่านิสัยช็อปปิงกับร้านค้าคุ้นเคยมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
การปรับกลยุทธ์ด้านราคาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมองเห็นความสำคัญของสินค้าราคาย่อมเยาในการรักษาความเป็นผู้นำตลาดท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยการเปลี่ยนแปลงด้านจัดวางสินค้าและผลลัพธ์ยอดขายจะยังคงถูกจับตามองในอนาคต